Connect with us

ข่าวรายวัน

‘เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล่’ วางไมค์ ผันตัวเป็นเกษตรกร

เดินหน้าสู่ชีวิตอันพอเพียง
‘เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล่’ วางไมค์ ผันตัวเป็นเกษตรกร

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน คงไม่มีใครไม่รู้จักวงดนตรี “สไมล์บัฟฟาโล่” ที่มีผลงานเพลงติดหูมากมาย หลังสมาชิกในวงแยกย้ายกันไป มือกลองอย่าง “เชษฐ์ – วรเชษฐ เอมเปีย”

ก็ได้ทิ้งชีวิตในวงการเพลง ผันตัวเป็นเกษตรกร เดินหน้าสู่ชีวิตอันพอเพียง โดย เชษฐ์ ได้เปิดใจเล่าถึงเรื่องราวชีวิตสิบปี หลังเลิกทำงานเพลงให้ฟังอย่างหมดเปลือก วัยรุ่นในยุคเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

คงรู้จักวงสไมล์บัฟฟาโล” (SMILE BUFFALO) ซึ่งสมาชิกในวงประกอบด้วย ดิษ ประดิษฐ์ (ร้องนำ/เบส), เต็น ธีรภัค (กีตาร์), หนึ่ง พนัส (คีย์บอร์ด) และ วรเชษฐ์ เอมเปีย มือกลอง แต่หลังจากผ่านยุครุ่งเรืองต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป

“คือทุกวันนี้ผมทำนาอยู่นะครับ ทำนา ทำสวน เกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์ทั้งหมดเลย คือพวกนี้ผมคิดว่ามันเป็นความจริงใจที่สุด มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากที่สุด หมายความว่าเราเอง เราสามารถเรียนรู้ธรรมชาติ คือผมจะบอกตรงๆ เลยว่าเราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย ทรัพย์สินอะไรก็เอาไปไม่ได้เลย”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผันตัวไปเป็นเกษตรกรคืออะไร”จุดเปลี่ยนที่ไปทำนา ทำไร่ ทำสวนก็คือ มันคือจุดที่ว่า เริ่มต้นมาจาก ผมมาเยี่ยมแม่ มาดูแลแม่ ตอนนั้นผมยังอยู่กรุงเทพอยู่ มีกิจการอะไรเยอะแยะไปหมดเลย มีเปิดโรงเรียนสอนดนตรี

มีการสอนนักเรียนทั่วประเทศ มีสอนอยู่โครงการทูบีนัมเบอร์วันด้วย ทางโครงการก็ส่งผมไปสอนอยู่ทุกจังหวัดเลย และสุดท้ายก็มาสอนของตัวเองอีก ก็เยอะแยะไปหมด หลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานเกี่ยวกับบันเทิงด้วย

ความสุขคือมันก็เป็นทุกข์หมด เกิดก็ทุกข์ ใครบอกว่าเกิดไม่ทุกข์ สมมติว่าใครมีบุตร ถ้าท่านเกิดก็เป็นห่วง ออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องเลี้ยงดู เป็นนู่นเป็นนี่

เรื่องธรรมชาติ ธรรมดา นี่ก็มีทุกคน ก็มีอยู่แล้ว ยังไงทุกคนก็หนีไม่พ้น ตอนนั้นไปเจอในโรงพยาบาล มันมีครบเลย เห็นสัจธรรม ผมก็เลยรู้สึกว่าเรามีอะไรทุกอย่าง มันเอาไปไม่ได้เลย ขอแค่ตอนมีชีวิตอยู่

แต่ก่อนผมซื้อรถห้าคัน ซื้อทีเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ปล่อยหมด เอาไปทำประโยชน์ บ้านอยู่หลังละหลายล.เลย โรงเรียนอีก ผมไม่เอาเลย ที่ปล่อยบางส่วนบางอย่าง ก็เพื่อมาดูแล ปรับสถานที่ที่จะมาทำนา ที่พนัสนิคม

เราเอาตังมาปรับเปลี่ยนสถานที่ ใช้ตังไม่ถึงล. อย่าคิดว่าเรามีตังค์ หมายถึงว่าเราทำจากที่เราทำแบบเล็กๆ น้อยๆ เราเอาตังที่เคยมีมาสร้างมูลค่าให้มัน อย่างต้นไม้ผมเยอะมาก มาปลูกเป็นป่า

บางทีเราออกไปงานคอนเสิร์ต แล้วมีคนมาจับมือเนี่ย มันยิ่งกว่าเท้าอีกนะ มือผมมันสากด้านมาก” หันมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียงนานหรือยัง “ผมอยู่เป็นสิบปีแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครรู้

เพิ่งจะมารู้กันเนี่ย มีโซเชียลที่เอาไปลง คนก็เลยรู้กัน พอตอนสามสิบกว่าๆ ก็ทิ้งทุกอย่าง คือตัวผมเองเมื่อก่อนซื้อรถ ซื้อบ้าน มีโรงเรียนสอนดนตรี มีแฟน แต่วันหนึ่งได้พบสัจธรรมชีวิต

ในช่วงเวลาที่ได้ไปเยี่ยมคุณแม่ ทำให้ชีวิตคิดได้ว่า คนเราไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ก็เลยกลับไปปล่อยโรงเรียน รถ บ้าน ทุกอย่าง ประกอบกับแฟนก็เลิกกันด้วย ทำให้เราทิ้งทุกอย่างเพื่อที่จะมาฝังตัวกับธรรมชาติ

มาอยู่ที่พนัสนิคม เป็นสิ่งที่ผมอยู่ใกล้บ้านแม่ ได้ดูแลใกล้ชิด และญาติพี่น้องเวลาวันหยุดก็จะมาดูแล หากันที่บ้าน ประกอบกับธรรมชาติเยอะแยะ บางทีก็ยังมีแฟนคลับที่เหนียวแน่นในเฟซบุ๊กของผม

ก็จะไปเที่ยวบ้านผมด้วย บางทีผมจัดมินิคอนเสิร์ต ได้เท่าไหร่ปุ๊บ เราก็จะเอาไปมอบให้กับสถานเลี้ยงสุนัขจรจัดบ้าง แล้วก็สร้างอนามัยเสร็จเป็นหลายอย่าง หมายถึงว่าอนามัยที่ไม่เกี่ยวกับงบหลวง ที่เขาไม่มี เราก็เข้าไปช่วยสร้างจนเสร็จสำเร็จ

สงวนลิขสิทธิ์ © 2020 สำนักข่าวทัตสโตร์ออนไลน์
TRUSTSTORE ONLINE BY OKINFINITY LIMITED PARTNERSHIP (THAILAND)
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

More in ข่าวรายวัน

error: Content is protected !!